ทำตลาดเมืองไทย ง่ายนิดเดียว ????
มีหลายท่านหลายคนทีเดียวที่ไม่เชื่อบทความนี้ เพราะ่ไม่ได้่บอกลายละเอียดทั้งหมดขายของผ่านเนตไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ และหลักการง่ายๆ ทั่วไป
จะขายของผ่านเนตได้จนถึงขั้นโอเคแล้ว ไม่ใช่แค่อ่านเอาตามเน็ต
ถ้าจะทำให้ได้จริง ต้องลองผิดลองถูก ลงมือทำ เก็บประสพการณ์ Smart Work ใช้เงินทำงาน มองตลาดให้ออก ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก มี Step ทำำำงานชัดเจน
ถ้าอยากขายได้มากกว่าคนอื่นก็ต้องมีอะไรที่มากกว่า เหนือกว่าคนอื่น
แน่แหละคือความจริง มือใหม่กับคนที่แค่เคยอ่านเคยคิด
อย่าฝันหวาน ฝันกลางวัน ต่อไปเลย จริงๆ แล้วมันไม่ใช่หรอกนะ
ผมเชื่อว่าหลายคนมีความคิดที่จะส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมากกว่าการขายของในประเทศไทย
ด้วยความคิดว่า คนไทยยังล้าหลัง ใครจะไปซื้อสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต ขนาดเราและเพื่อน ๆยังไม่เคยคิดจะซื้อ
การซื้อของต้องเห็นของ หากไม่เห็นของจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพจริง ๆ รวมถึงจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่โดงโกง
หากคุณยังมีความคิดเช่นนี้ แสดงว่าคุณยังเป็นคนที่อยู่หลังเขา คุณกำลังมองอะไรที่คนส่วนใหญ่กำลังมอง คุณกำลังเป็นส่วนเล็ก ๆของสังคมที่เหมือนคนส่วนใหญ่
ผมถามว่าถ้าวันนี้ราคากระเทียมขึ้น คุณว่าชาวสวนส่วนใหญ่จะหันไปปลูกกระเทียมไหม แน่นอนคำตอบคือ”ใช่” ถ้าเป็นอย่างนั้น หลังจากนี้ผ่านไปครึ่งปี จำนวนกระเทียมก็จะล้นตลาดและราคากระเทียมก็จะตก
สรุปว่าหากคุณตามกระแส คุณจะขาดทุนใช่หรือไม่ คำตอบคือใช่
ดังนั้น หากเพื่อน ๆของคุณไม่มีใครเริ่มทำธุรกิจออนไลน์
ผมคิดว่านี่คือโอกาสทองที่คุณจะเริ่มก้าวเข้ามาเพื่อเปิดโอกาสให้กับตัวเอง
เพราะหากคุณทำสำเร็จ คุณก็รวยก่อน ก่อนที่คนอื่นจะตามคุณทัน
และเมื่อวันที่กระแสอีคอมเมิร์ซบูมถึงขีดสุด ธุรกิจออนไลน์ของคุณก็คงจะเฟื่องฟูสุด ๆ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โอเคครับ เรามาเริ่มคุยหลักการขายสินค้าออนไลน์ในเมืองไทยกันดีกว่า การขายของออนไลน์ในไทยจำเป็นต้องมีหลักการดังนี้
สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการสร้างเว็บไซต์ให้ถูกหลัก E-Commerce
เลือกสินค้าที่เป็นสินค้าเฉพาะเจาะจงหรือสินค้าที่ไม่สามารถหาได้ในโลกแห่งความเป็นจริง
รู้วิธีการโปรโมตสินค้าในประเทศไทย
เข้าใจวิธีการปิดการขายอย่างมีประสิทธิภาพ
ใช้ Email ในการสร้างฐานลูกค้าและเกิดการซื้อซ้ำ
โดยวิธีการทำตลาดในไทยที่ได้ผลที่สุดมีดังนี้
WOM การทำตลาดในไทยที่ดีที่สุด คือการทำตลาดปากต่อปาก ซึ่งจะทำให้สินค้าของเราขายดีโดยไม่ต้องโปรโมตใด ๆ
SEO คือการทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับต้น ๆบนกูเกิ้ลในคำค้นหาที่เราต้องการ โดยผมถือว่า Google Marketing คือการตลาดที่สร้างยอดขายได้มากที่สุดในเวลานี้
Classified Marketing คือการทำตลาดผ่านเว็บประกาศขายสินค้า ซึ่งคนส่วนมากจะรู้จักดังนี้ Thaisecondhand, Sanook Classified, pantipmarket, 88db ซึ่งจริง ๆแล้วยังมีอีกเกินกว่าร้อยเว็บไซต์ที่สามารถสร้างยอดขายให้คุณได้อีกมากมาย
Email Marketing อย่ามองข้ามความสำคัญของการโปรโมตสินค้าผ่านทางอีเมล์ การทำตลาดผ่านทางอีเมล์ ถือเป็นอีกวิธีที่โลกออนไลน์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
Facebook Marketing เรียกได้ว่ามาแรง ๆจริง ๆสำหรับการตลาดบนเฟสบุ๊ค อย่างไรก็ตามการตลาดบนเฟสบุ๊คจำเป็นที่จะต้องใช้ Emotional Marketing เป็นอย่างมาก ว่าง่า ย ๆคือเป็นตลาดที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้ความใจเย็นและใช้เวลาในการทำตลาด
หากถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่า สินค้าของเราควรจะเลือกใช้การโปรโมตแบบใด
ผมตอบได้เลยว่า หากเป็นไปได้ให้ใช้ทุกวิธี
เนื่องจากลูกค้ามักจะกระจายกันอยู่ในแต่ละแห่ง
ดังนั้น การทำตลาดแบบหว่านน่าจะได้ผลดีที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยากที่สุดคือ การให้ความสำคัญกับช่องทางใดก่อนและควรจะโฟกัสลงไปที่ช่องทางใดมากที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณขายเสื้อผ้าแฟชั่น คุณควรจะโฟกัสลงไปที่การตลาดแบบ SEO และ Facebook มากที่สุด
เนื่องจากลูกค้ามักจะค้นหาเสื้อผ้าจากการเข้ากูเกิ้ล และกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มักจะอายุตั้งแต่ 20 – 40 ปี
ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายมักเป็นคนที่มีสังคมออนไลน์และมักจะเข้าเฟสบุ๊คในทุกวันเป็นประจำ
ดังนั้นเราควรโฟกัสทั้ง 2 ช่องทางนี้เป็นหลักครับ
หลายคนถามผมว่า ทำเช่นไรจึงจะรู้ว่า เราควรเลือกช่องทางใดในโปรโมตสินค้าของเรา
ผมตอบง่าย ๆว่า คุณคิดว่า ลูกค้าของคุณคือใคร และคุณจะหาลูกค้าเหล่านั้นได้อย่างไร
ลองเก็บไปคิดกันดูนะครับ อาจจะหาทางออกให้กับธุรกิจของคุณได้
ตอนนี้ถ้าพูดถึง F-Commerce หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จัก ส่วนมากจะคุ้นแต่ E-commerce แต่ว่าจากความนิยมสุดๆของ Facebook ทำให้ผมไม่แปลกใจเลยที่ตอนนี้หลายๆธุรกิจเริ่มที่จะมาขายสินค้าผ่าน Facebook แล้ว ซึ่งนั่นแหละคือ F-Commerce
รูปด้านบนเป็น Pampers ที่ข่ายผ่าน fb โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง P&G และคนที่่คุณก็รู้ว่าใคร (Amazon นั่นเอง) จุดเด่นของ f-commerce ก็คือ ผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงผ่าน facebook เลย ไม่จำเป็นต้องไปเปิดเวบไซต์อื่นๆให้วุ่นวาย และก็ไม่ต้องไป search หาสินค้าใน google ด้วย (คนทำ SEO คงหนาวๆกันเลยทีเดียว)
ยิ่งเห็นอย่างงี้ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า Amazon เค้าเก่งจริงๆ ช่องทางการหารายได้ของเค้ามีมากมายเหลือเกิน มีอะไรใหม่ๆเค้าก็เข้าไปเล่นด้วยตลอด
มองในแง่นึงมันคือ Threat ที่มาเบียดการหารายได้ของเหล่า Affiliate แต่มองอีกด้านมันคือ Oppurtunity ครับ เพราะมีช่องทางใหม่ที่คนยังไม่รู้จักกัน รอให้เราเข้าไปหารายได้ (แอบบอกว่าผมคิดได้หนึ่งวิธีละ ที่ทำเงินได้แน่ๆ)
ผมเชื่อว่าทุกคนคงเล่น FB กันแทบทุกวันอยู่แล้ว ผมว่าถึงเวลาเปลี่ยนจากการเล่นมาเป็นหารายได้แล้วนะครับ เงินทั้งนั้นนะ ที่รออยู่
โพล บ่งชี้ คนกรุงเทพฯ ติด facebook
เป็นผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวนทั้งสิ้น 641 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 17-23 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา
ความถี่ในการใช้งานSocial Media
- ร้อยละ 46.9 ใช้มากกว่า 1 ครั้งต่อวัน
- ร้อยละ 22.4 ใช้วันละครั้ง
- ร้อยละ 8.0 ใช้ 5-6 ครั้ง/สัปดาห์
- ร้อยละ 9.2 ใช้ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์
- ร้อยละ 7.9 ใช้ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ และ
- ร้อยละ 5.6 ใช้น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
เมื่อถามตัวอย่างถึงเว็บไซต์ Social Media ที่ใช้ พบว่า
- ร้อยละ 98.6 ใช้ Facebook
- ร้อยละ 21.6 ใช้ Twitter และ
- ร้อยละ 13.9 ใช้ Hi5
เหตุผลที่ใช้ Social Media พบว่า
- ร้อยละ 94.5 ระบุใช้เพื่อพูดคุย ติดตามข่าวสารของเพื่อน/คนรู้จัก
- ร้อยละ 63.4 ระบุใช้เพื่ออัพเดตสถานะ / รูปภาพ /ข่าวสาร /สถานการณ์ทั่วไป
- ร้อยละ 34.0 ระบุใช้เล่นเกมส์
- ร้อยละ 31.7 ใช้เพื่อระบายอารมณ์/ความรู้สึก
- ร้อยละ 30.0 ใช้พูดคุย ติดตามข่าวสารของคนในครอบครัว
- ร้อยละ 25.0 ใช้เพื่อหาคู่ /แฟน /เพื่อนใหม่ในสังคมออนไลน์
- ร้อยละ 18.9 ใช้เพื่อติดต่องาน
- ร้อยละ 9.0 ใช้เพื่อซื้อ /ขายสินค้า/ทำธุรกิจออนไลน์
ส่วนความเห็นต่อโฆษณาสินค้า บนหน้า Social Media ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โฆษณาสินค้าและบริการที่ให้การสนับสนุนเว็บไซต์ Social Media ที่ตนใช้ และโฆษณาที่แปะวางบนหน้ากระดาน (Wall) และหน้าประวัติของตน พบว่า
- สำหรับโฆษณาประเภทแรกนั้น กลุ่มตัวอย่างเข้าใจและยอมรับการมีโฆษณา เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาในเชิงธุรกิจที่จะต้องมีสปอนเซอร์ อีกทั้งให้ความเชื่อถือต่อโฆษณาประเภทนี้มากกว่าโฆษณาประเภทที่ 2
- สำหรับโฆษณาประเภทที่สอง กลุ่มตัวอย่างรู้สึกรำคาญ ถูกรบกวน ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และรู้สึกกังวลกับข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหลไปยังแหล่งที่มาของโฆษณาเหล่านั้น นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างบางรายยังกล่าวว่า การทำโฆษณาลักษณะนี้ถือเป็นความเห็นแก่ตัวของเจ้าของโฆษณา และมักจะลบหรือบล็อคโฆษณาเหล่านี้ทันที
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ Social Media พบว่า
- ร้อยละ 81.6 ระบุ Social Media ทำให้ติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ไกลได้
- ร้อยละ 71.9 ทำให้รู้ว่าเพื่อนเก่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร
- ร้อยละ 68.8 ทำให้ได้พูดคุยกับคนหลายๆ คนในเวลาเดียวกัน
- ร้อยละ 67.3 ทำให้ได้พูดคุยกับคนอื่นได้บ่อยขึ้น
- ร้อยละ 55.9 ทำให้กล้าที่จะพูดคุยมากกว่าการสื่อสารโดยตรง เช่น การพูดคุยต่อหน้า/ทางโทรศัพท์
ขายของออนไลน์ ตลาดไหน แข่งเดือด
ผมเคยกล่าวไปแล้วว่า การขายของออนไลน์ หรือ e commerce บ้านเรา กำลังเจริญเติมโต
และ เริ่มเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก
เพิ่งเริ่มเป็นที่นิยมนะครับ ขอย้ำ
โอกาสในตลาดออนไลน์ยังมีอยู่อีกมากมาย
สำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มต้นลงแข่งในสนามการค้าออนไลน์
ต่อไปนี้เป็นตลาดการแข่งขันที่ดุเดือดครับ
1. เสื้อผ้าแฟชั่น เกาหลี ญี่ปุ่น
2. เครื่องสำอางค์ โดยเฉพาะเกาหลี
3. กลุ่มสินค้าจีนทั้งหลาย
4. ซีรีย์เกาหลี แผ่น ซีดี ดีวีดี (copy ปลอม)
5. รองเท้ายี่ห้อ สำหรับผู้ชาย
ทั้ง 5 อันดับที่กล่าวมา แข่งกันเดือด ตัดราคากันหน้าตั้ง
แย่งลูกค้ากันระวิง
สำหรับมือใหม่ ที่คิดจะขายของออนไลน์ และ เกิดอาการอยากจะขายของกลุ่มสินค้าดังที่ผมกล่าวมา
ต้องทำการบ้านหนัก และ วัดความยาวของสายป่านกันให้ดี แล้วคิดให้หนัก
เริ่มทำ e commerce ใหม่ ๆ 5 สินค้านี้อันตราย คิดที่จะขายโอกาสขาดทุนสูง
แต่ถ้าอยาก ถ้าคิดที่จะทำ ในสัมมนา
จะเป็นพ่อค้า แม้ค้าออนไลน์ ตอนทันเทรนด์ อยู่ตลอดเวลา
แล้วเราจะตามเทรนด์ได้จากที่ไหน
การรู้เท่าทันเทรนด์ เป็นคุณสมบัติสำคัญของนักขายออนไลน์
คุณจะสามารถมองหาสินค้าใหม่ ๆ มาขายทำกำไร สร้างรายได้ได้ ถ้าคุณติดตามเทรนด์
เช่น… ถ้าคุณจะขายกางเกงยีนส์
คุณก็ต้องรู้ว่า ขณะนี้ หรือ ขณะไหนก็ตาม ยีนส์ยี่ห้ออะไรกำลังเป็นที่นิยม
ยีนส์อะไรที่วัยรุ่นไขว่คว้าหาซื้อ แหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศไหน รูปทรง สีไหนเป็นที่ต้องการ
ราคาเท่าไหร่ ที่ไหนถูกและแพง ฯลฯ
เราสามารถติดตามเทรนด์ และข้อมูลต่าง ๆ ที่บอกไป ของยีนส์ยี่ห้อใหม่ ๆ ได้จาก
ร้านค้า Pre-Order กางเกงยีนส์
สินค้าอื่น ๆ ก็เช่นกัน
ร้านค้า Pre-Order จะช่วยให้คุณรู้ว่าขณะนี้เขามีความต้องการสินค้าอะไรกัน
เป็นแหล่งติดตามเทรนด์ชั้นดีเลยแหละ…
ศาสตร์แห่งการทำร้านค้าออนไลน์บน facebook
เดี๋ยวนี้ การเปิดร้านค้าขายของบน facebook มันเป็นของง่าย ๆ หมู ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น
แต่ส่วนใหญ่ทำแล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ พูดง่าย ๆ คือ ขายของไม่ได้
เพราะคุณ ๆ ส่วนใหญ่ เข้าใจ และ สามารถขายของบน facebook ได้
แต่…
คุณไม่เข้าใจศาสตร์แห่งการค้าออนไลน์บน facebook
มาดูกันครับว่า ศาสตร์แห่งการทำร้านค้าออนไลน์บน facebook เนี่ยน่ะ จะต้องอาศัยจิตวิทยาอะไรบ้าง
- มีรีวิวจากลูกค้าที่เคยซื้อไปแล้ว
เกือบ 80 % ของผู้ที่ชื่นชอบซื้อของออนไลน์ จะอ่านรีวิวจากผู้อื่น ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า
ดีไม่ดี ใช้แล้วเป็นอย่างไร นู่นนี่นั่น
- มีสินค้าที่มันหายากส์ มีโปรโมชั่นในบางช่วงเวลา
เช่น วันนี้ลดพิเศษกว่าเมื่อวาน จองวันนี้แถมอะไรก็ว่าไป และ หาอะไรที่ร้านอื่นไม่มี แต่ร้านคุณมีมาขายให้ได้
- อย่าเอาแต่ขายของ เพิ่มเนื้อหาแต่รายการสินค้า
สร้างเนื้อหาอื่น ๆ ให้กลุ่มลูกค้าของคุณมีโอกาสได้กด Like บ้าง
- ทำร้านให้เชื่อถือได้
สร้างตัวตน ทำให้เชื่อให้ได้ว่าไม่โกง ไม่เอาเปรียบ ไม่ขายของด้อยคุณภาพ
- ทำร้านค้าให้ดูน่าจับจ่าย
รายละเอียดในการทำร้านค้าบน facebook ของคุณให้ดูน่าจับจ่าย (น่าซื้อ น่าจ่ายเงิน)
Out of Toilet Paper? Amazon to the Rescue!
Image from: William J. Mahnken / Shutterstock
Have you ever bought toilet paper online? Or shampoo? How about toothpaste? While we are more than happy to buy books, apparel, and electronics online, we have been reluctant to purchase our everyday household essentials online. But this is changing. While only 8 percent of consumers surveyed in the Fall 2011 Online Shopper Intelligence™ survey reported buying household products online in the past 3 months, more than 15 percent said they plan to purchase these items online in the next 6 months.
Helping fuel this trend is the immergence of auto-replenishment programs that enable consumers to buy a product once and have it delivered automatically in the time interval of their choosing. Amazon’s Subscribe & Save is one of the more popular programs, attracting over 1 million visits a month, up from 0.5 million last year.
Of the consumers surveyed, 56 percent were aware of auto-replenishment programs, 12 percent currently use them and an additional 22 percent would consider using them in the future. The most popular item to buy via auto-replenishment is household essentials, followed close behind by groceries, health & beauty products, and baby supplies.
While these programs are growing in popularity, some consumers are still reluctant to jump aboard. More than half of these consumers reported that they did not want to be locked in to a price or product and, instead, prefer to shop around for the best deal. Not knowing how frequently they use items was also stated as a common reason for not wanting to try auto-replenishment programs. Convenient in-store shopping, brand switching, and generics were also reasons customers are holding back.
Among consumers who have tried auto-replenishment programs, 3 out of 4 rate their experience using as ‘Good’ or ‘Excellent’. I recently made my first auto-replenishment purchase and it will definitely be the first of many. And if the millions of visits to Amazon’s Subscribe & Save is an indication, buying everyday household essentials in a store will soon be old news.
Round 2 of Tumblr vs. WordPress vs. Blogspot: FIGHT!
Image from: Mitar Art
As a follow-up to a much celebrated blog by Damian Roskill last November I felt it was about time we jump into Round 2 of Tumblr vs. WordPress vs. Blogspot: FIGHT!
In addition, to a quick update of the metrics on these platforms, I thought it might be nice to take a look at top blogs from each of these networks. We’ll be taking a look at top blogs to get a better understanding of the difference in the types of engaging content across platforms. Are there similarities or differences to top content across these popular blogging platforms? Find out after the benchmarking…
Here are the updated numbers for how round 2 of Tumbr vs. WordPress vs. Blogspot is shaping up.
Unique Visitors
WordPress by in large dominates the competition in terms of UV’s, but we all know that’s not the whole story. They’ve seemlingly plateaued the past year with UV’s of about 30-35M UV’s each month, where as Tumblr has gained momentum with about 5-10% growth M-O-M for the last year and 105% growth from last December. While Blogspot is having what looks like smooth waxing and waning between 6-10M UV’s since December of 2010.
Visits
Tumblr is up almost 70% from last December, steadily gaining share. WordPress seems to have followed a similar path on par with an audience size close to Tumblr. Lastly, Blogspot seems to be on a steady albeit conservative growth path.
Average Stay
Tumblr still holding strong in terms of capturing the audience’s attention and keeping them engaged.
Category Share of Visits
From a category perspective here’s how the visits and attention share break out over the last 3 months.
Attention
Now on to the 5 top content contenders in each platform.
Tumblr’s top 5 resonates with gamers, particularly Minecraft fans, and those that love memes. Which matches what we’d expect to see in terms of overall Tumblr age demographics skewing younger.
While these last two blogs didn’t make the top 5 list, you can see that Kim Jon Il Looking at Thingsand Teenager Posts are break-outs to keep an eye on.
WordPress’ top 5 seems to engage those interested in personal stories with a blog about fibromyalgia and dark poetry & satire beating out the meme blogs.
WordPress has a less niche audience, with age demographics closer to the US internet averages.
Blogger top blogs on the other hand are highly engaging with coupon and discount seekers, a-k-a Moms.
Blogger also is pretty close to the US average in terms of age engagement, but over indexes slightly with 18-34 year olds and 55-64 year olds.
While the fight is still raging and there are no clear winners, what are your thoughts on these platforms?
Do these metrics align with your expectations for these networks?
What is your experience with content from these sites?
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น